โรงงานผลิต พาเลทไม้ หรือ Wooden Pallet

คอลัมน์ พบผู้ประกอบการวันนี้จะมาชมโรงงานผลิต พาเลทไม้ หรือ Wooden Pallet ที่ปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากสำหรับการขนส่งทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณวสันต์ เจ้าของโรงงานที่เอื้อเฟื้อความรู้ และขั้นตอนในการผลิตอย่างละเอียดและเป็นกันเอง ทำให้ผู้เขียนมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก มาดูกันดีกว่าค่ะว่า ขั้นตอนการผลิตทำกันอย่างไร

วัตถุดิบ

  • ไม้ที่นำมาผลิตจะผ่านการแปรรูป อัดน้ำยาด้วยความดัน และอบแห้งมาแล้ว โดยจะมีขนาดที่หลากหลายและแตกต่างกันตามความต้องการของลูกค้า
  • ตรวจเช็คขนาด กว้าง ยาว ว่าตรงตามที่สั่งหรือไม่ เสร็จแล้วก็นำเข้าคลังสินค้า หรือส่งกลับหากผิดขนาด
  • ตรวจวัดความชื่นด้วยอุปกรณ์ตรวจวัด โดยความชื้นจะต้องไม่เกิน 20%
  • การทดสอบน้ำยาในเนื้อไม้ โดยตัดไม้ใ้ห้เห็นแกนกลาง แล้วหยดด้วยน้ำยาทดสอบ หากผ่านกระบวนอบน้ำยาแล้ว สีของน้ำยาที่ใช้ทดสอบจะเป็นสีเหลือง หากไ่ม่ได้ผ่านกระบวนการมาน้ำยาจะเป็นสีแดง

การผลิต

  • การไสไม้ จะนำไม้มาใส่เครื่องไส เพื่อให้ผิวหน้าเรียบ และได้ความหนาตามที่ต้องการ
  • การตัดไม้ เมื่อไสเรียบร้อย จะตัดให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ
  • เก็บรายละเอียดให้ชิ้นไม้เรียบร้อย
  • ประกอบเป็นพาเลทตามแบบของลูกค้า
  • การ QC
  • การอบไม้ด้วยความร้อน (IPPC) ที่อุณหภูมิ 56 องศาโดยตู้อัตโนมัติ ใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความชื้นของไม้ เมื่อความร้อนของการอบ หรือ heat treatment อยู่ที่ระดับ 56 องศา เป็นเวลา 30 นาที เครื่องจะทำการตัดระบบเองอัตโนมัติ  ประโยชน์ ของกระบวนการนี้คือ จะทำให้แมลงในไม้ตาย และจะคงสภาพนี้ไว้ประมาณ 21 วัน ถึง 1 เดือน เพื่อน ๆ ท่านใดที่ใช้ pallet เยอะก็ต้องระวังเรื่องการเก็บสต็อคนะคะเพราะเก็บนานไปอาจจะเกิดปัญหานี้ได้ ค่ะ
  • ตรวจวัดความชื้นหลังอบเสร็จ โดยนำพาเลทออกจากตู้อบแล้วปล่อยทิ้งไว้จนอุณหภูมิลงจนปกติแล้ว จึงทำการตรวจสอบความชื้นอีกครั้ง ค่าปกติจะอยู่ที่ 5-18% ไม่เกิน 20%
  • การรมควัน นำพาเลทที่ประกอบเสร็จแล้วมาจัดวางเรียงแล้วนำมายางพลาสติกมาคลุม เสร็จแล้วพ่นน้ำยาเข้าไปในพลาสติกที่คลุมอยู่ตามสัดส่วนของพาเลท ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง

เกร็ดความรู้อื่น ๆ

  • ขนาดกว้างของวัตถุดิบที่เป็นไม้จะมีขนาด 2″-4″ x 1.39 ม.
  • เศษไม้สามารถขายเป็น scrap สำหรับไปเผาถ่านได้
  • ขี้เลื่อยขายเป็นเชื้อเพลิง
  • แหล่งวัตถุดิบหลักจะเป็นเขตระยอง และภาคตะวันออก หรือทางใต้ที่ปลูกยางพารา
  • บางครั้งหากวัตถุดิบขาดแคลนอาจจะใช้ไม้เบญจพรรณ แต่ก็มีข้อด้อยกว่าไม้ยางพาราคือ สีจะควบคุมยาก แต่ความแข็งแรงไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

ประเด็นหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการคัดเลือก  supplier สำหรับธุรกิจนี้ืคือ ควรจะได้รับใบอนุญาตตามข้อกำหนดของ IPPC ข้อนี้สำคัญโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ส่งออกพาเลทไปพร้อมกับสินค้า ก่อนเลือก supplier ทุกครั้งควรจะขอดูใบอนุญาตดังกล่าวเสมอ และที่สำัคัญต้องดูวันหมดอายุด้วยนะคะ เพราะใบอนุญาตจะวันหมดอายุด้วยค่ะ

ต้องขอขอบอีกครั้งสำหรับคุณวสันต์  ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและรูปภาพเพื่อให้พวกเราได้มีความรู้เกี่ยวกับพาเลทเพิ่มขึ้น

มาดูำภาพกระบวกนการผลิตที่เก็บมาฝากกันค่ะ

ฺแผนสำรอง หรือ Back Up Plan ตอนที่ 1

ตอนที่แล้วเขียนเรื่องวิกฤตต่าง ๆ ของปี 2554 ที่เพิ่งจะผ่านกันมาหมาด ๆ อย่าเพิ่งลืมกันซะล่ะคะ ไม่เช่นนั้นแล้วนักจัดซื้ออย่างเรา ๆ อาจจะต้องประสบกับภาวะ material shortage หรือสารพัดปัญหาก็เป็นได้

วันนี้ก็เลยจะมาเล่าเรื่องแผนสำรอง หรือ Back Up Plan คืออะไร

ทำไมต้องมี?

และทำไมต้องทำ?

แผนสำรอง ก็คือแผนสำรอง ความหมายบอกอยู่แล้วว่าทำไว้เป็นก๊อกที่สองรองจากก๊อกแรกที่น้ำไม่ไหลขึ้นมากระทันหัน คิดง่าย ๆ ก็นึกถึงถังน้ำใต้ดินหรือบนดินที่บ้านของเรานั่นเอง วันนี้น้ำประปาไม่ไหลก็เปิดใช้ได้ทันที แม้อาจจะไม่ได้ดั่งใจนักหากใครไม่เคยใช้เลย แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย จริงหรือไม่?
ที่แนะนำว่าควรจะต้องมีเพราะด้วยสภาวะแวดล้อมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก จะสังเกตว่าภัยธรรมชาติทั้งหลายทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน และมีรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกินกว่าจะคาดเดาได้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นธรรมดาของโลกทุกอย่างจะมีพัฒนาการล้ำหน้าเสมอ อาทิเช่น ทางการแพทย์สามารถคิดค้นยาที่รักษาโรคที่ร้ายแรงที่สุดได้แล้ว ก็จะมีโรคใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นล้ำหน้ากว่ายาเสมอ ทำนองเดียวกันเมื่อมีโอกาสที่จะเกิดสิ่งที่เกิดกว่าคาดเดาเราก็ไม่ควรที่จะละเลย หรือตระเตรียมการไว้เสียบ้างก็ไม่เสียหายอะไร

เพื่อน ๆ ท่านใดที่ทำไปบ้างแล้วจะแบ่งปันข้อมูลให้เพื่อน ๆ ท่านอื่นก็ยินดีนะคะ ยิ่งให้ยิ่งได้ค่ะ เราจะได้มีแนวคิดใหม่ ๆ และปรับปรุงแนวคิดที่เรามีอยู่แล้ว

หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วควรจะ่ต้องทำอย่างไร เมื่อไรบ้าง?

อดใจรอไว้อ่านตอนต่อไปนะคะ

แล้วพบกันค่ะ

Industrial Crisis วิกฤติ 2554

กว่าจะมาถึงไตรมาสสุดท้ายของ 2554 ปีกระต่ายนี้ช่างมีแต่วิกฤติเร้าใจตลอดทั้งปีก็ว่าได้ ไล่เรียงวิกฤติหลักคือ

  • Japan Crisis หรือแผ่นดินไหว และสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นที่ทำเอาอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กโทรนิคส์ และรวมไปถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีฐานการผลิตบางส่วนอยู่ที่ญี่ปุ่นตั้งตัวไม่ทัน และได้รับผลกระทบกันไปเป็นแถว ๆ ซึ่งใช้เวลากว่า 2-3 เดือนสำหรับบางอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวบ้าง หยุดผลิตบ้าง กว่าจะฟื้นกลับมาเหมือนเดิมก็กลางปี หรือไตรมาสที่ 3 เข้าไปแล้ว
  • Helium shortage หรือการขาดสต็อคอย่างรวดเร็วและรุนแรงของฮีเลียมในประเทศไทในช่วงปลาย เดือนสิงหาคมและกันยายน วิกฤติครั้งนี้อาจจะอยู่ในวงแคบเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาล ผู้ผลิตลูกโป่ง และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ฮีเลียมในการทดสอบผลรั่ว หรือ leak test แต่วิกฤติครั้งนี้หนักหนาสาหัสไม่แพ้ Japan crisis เพราะอยู่ดี ๆ สินค้าก็ขาดตลาดพร้อมกันหมดเกือบทุกราย กว่าจะผ่านวิกฤตนี้มาได้ก็แทบเอาตัวไม่รอดกันเหมือนกัน และดูทีท่าว่าอาจจะยังเกิดขึ้นได้ในอนาคตอีกด้วย
  • Flood Crisis หรือวิกฤติน้ำท่วมใหญ่กว่าครึ่งประเทศไทย เฉพาะบริเวณ ภาคกลางที่ปัจจุบันเป็นทั้งฐานการผลิตอาหาร อุตสาหกรรมที่เราส่งออกไปทั่วโลก อาทิ รถยนต์ ประเทศเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของทุกค่าย หรืออิเล็กโทรนิคส์ที่เมืองไทยก็เป็นฐานการผลิตกว่าครึ่งอีกเช่นกัน

หวังว่าปีนี้เราคงจะไม่มีวิกฤติใหม่ ๆ มาให้ปวดหัวกันอีกแล้ว  เพื่อน ๆ ที่อ่านแล้วคงสงสัยว่า มาเล่าให้ฟังเรื่อง crisis แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ไม่ยากค่ะ เราจะเห็นได้ว่า อาจจะด้วยภาวะโลกร้อน และปัจจัยทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากส่งผลกระทบต่อวิกฤติต่าง ๆ ตลอดจนวัตถุดิบที่เป็นแหล่งพลังงานต่าง ๆ ก็ลดน้อยลง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดวิกฤตทั้งสิ้น ดังนั้นเรามาค้นหาทางออกกันในตอนต่อไปดีกว่าค่ะ

วิกฤติน้ำท่วม (flood crisis) นัักจัดซื้อพลิกให้เป็นโอกาสได้อย่างไร

กว่า 2 เดือนที่ผ่านมาที่ประำเทศไทยเราประสบกับปัญหาน้ำท่วมในรอบ 50 ปี หรือชั่วชีวิตของใครหลาย ๆ คนที่ไม่เคยประสบมาก่อน จึงแทบจะเป็นประสบการณ์ใหม่ของเราทุกคนที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และการวางแผนป้องกันให้ดีกว่าปัจจุบัน เพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจที่เราทำงานอยู่ หรือเป็นเป็นเจ้าของกิจการ

ทีนี้เรามาดูกันบ้างว่าในวิกฤตินี้เป็นโอกาสของนักจัดซื้อได้อย่างไร เชื่อว่าหลาย ๆ คนทำงานกันแบบถวายชีวิตเพื่อหาวัตถุดิบที่จะมาทดแทนแหล่งวัตถุดิบที่ถูกน้ำท่วมบ้าง ส่งสินค้าไม่ได้บ้างเนื่องเส้นทางไม่เอื้ออำนวยเพราะน้ำสูง รถไม่สามารถเข้าไปถึงโรงงานได้ หรือ ผู้ผลิตเองก็ขาดวัตถุดิบบางรายการที่จะประกอบเป็นสินค้าีที่เราต้องการได้ ทุกปัญหาล้วนประดังกันเข้ามาในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญที่สุด ลูกค้าเราประกาศชัดเจนว่า จะไม่มีการหยุดการผลิตไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น นักจัดซื้ออย่างเรา ๆ ก็ต้องแสดงฝีมือกันสุดฤทธิ์เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าให้จงได้

แล้วโอกาสอยู่ตรงไหนกันล่ะ?

ก็จากที่เราไม่เคยรู้จักบางบริษัท ซึ่งบางครั้งอาจจะใกล้ ๆ เรา มีเครื่องจักรทันสมัยกว่า ราคาถูกกว่า ค่าขนส่งก็ถูกกว่า ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจจะให้น้ำหนักกับ supplier รายเดิมที่ตอบสนองทุกอย่างที่เราต้องการได้ทั้งเรื่องคุณภาพ ราคา การขนส่ง เราก็เลยไม่ได้คิดที่จะมองหาแหล่งใหม่ ๆ ไว้เป็นแผนสำรอง หรือ back up plan แต่อย่างใด  โดยเฉพาะใครที่ทำงานกับ automotive จะรู้ว่างานนี้เราทำงานกันหนักมากเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปโดยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

และจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เชื่อว่านักจัดซื้อหลายคนคงได้พบ supplier รายใหม่ ๆ ที่น่าสนใจและมีโอกาสที่จะติดต่อธุรกิจร่วมกันในอนาคตกันบ้างล่ะค่ะ

สััมมนาฟรีสำหรับสมาชิกตลอดชีพ “รายการอาหารสมอง ครั้งที่ 48 (Food for Thought#48)”

กลับมาอีกแล้วค่ะสำหรับกิจกรรมดี ๆ ของสมาคมจัดซื้อ ฟรี สำหรับสมาชิกตลอดชีพเท่านั้น “รายการอาหารสมอง ครั้งที่ 48 (Food for Thought#48)”  วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554

ณ โรงแรม อมารี เอเทรียม ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
ห้องบุศราคัมบอลลูน ชั้น 2 (เดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีเพชรบุรี)

กิจกรรมแบบดี ๆ แบบนี้ไม่อยากให้พลาดโอกาสที่เพิ่มพูนความรู้จาก Guru ทั้งหลาย หรือท่านใดที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกตลอดชีพก็เร่งรีบสมัครกันนะคะ หรือไม่ใช่เฉพาะนักจัดซื้อเท่านั้นที่มีสิทธิงานนี้ ท่านใดก็ได้ที่เป็นสมาชิกตลอดชีพของสมาคม ไม่ว่าจะอยู่สาขาอาชีพใดก็ร่วมได้ค่ะ เชียร์ให้เป็นสมาชิกกันเยอะ ๆ นะคะ เราจะได้มีโอกาสแบ่งปันความรู้กันบ่อย ๆ แล้วพบกันที่งานนะคะ

เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมทางสมาคมจึงเืลื่อนกำหนดจัดงานเป็นวันที่ 21 มกราคม 2555 โดยรายละเอียดและกำหนดจัดงานยังเหมือนเดิม เพื่อนท่านใดที่สนใจสามารถจองที่นั่งและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจากสมาคมจัดซื้อได้นะคะ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0-2678 6786-7  แฟกซ์: 0-2678-6788 หรือ  E-mail: Helpdesk@pscmt.or.th

เครดิต : สมาคมจัดซื้อ

เทศกาลวางแผนการเงิน : ตลาดนัดกองทุนรวม 15-18 กันยายน 2554

ใกล้จะสิ้นปีแล้ว เพื่อน ๆ ที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำก็ต้องเร่งคิดกันแล้วล่ะค่ะว่าจะจัดการกับภาษีมหาศาล :)    สำหรับใครบางคนที่เงินเดือนล้นเหลือกันอย่างไร  พอเห็นข่าวนี้แล้วก็เลยอดนำมาฝากไม่ได้กับ เทศกาลวางแผนการเงิน : ตลาดนัดกองทุนรวม 15-18 กันยายน 2554 ชั้น 1 พาราไดซ์ ปาร์ค 10.00 – 20.00 น. เพราะมีเงื่อนไขและรายละเอียดให้เลือกชมมากมาย ใครอยากรู้ข้อมูลลึก ๆ ทั้งหุ้น กองทุน และตราสารนี้อื่น ๆ อย่าพลาดกันนะคะ ลดภาษี มีเงินเก็บออม นี่แหละนักจัดซื้ออย่างเราทั้งหลายจำเป็นต้องบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ สนใจก็สามารถหาข้อมูลได้จาก link นี้นะคะ

เทศกาลวางแผนการเงิน : ตลาดนัดกองทุนรวม 15-18 กันยายน 2554

เจ้าหน้าที่จัดซื้อต่างประเทศต้องรู้อะไรบ้าง

คำถามที่น่าสนใจสำหรับวันนี้ที่เพื่อน ๆ ค้นหาคือ เจ้าหน้าที่จัดซื้อต่างประเทศต้องรู้อะไรบ้าง?

อาจจะสรุปง่าย ๆ ได้ัดังนี้ค่ะ

1. อันดับแรกคือต้องมีความชำนาญการด้านใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาของประเทศที่จะติดต่อดีพอสมควร แต่พื้นฐานภาษาอังกฤษต้องยืนพื้นอยู่แล้วค่ะ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องโต้ตอบทาง email กับ supplier ในต่างประเทศได้รู้เรื่อง เพราะในการซื้อขายจริงแน่นอนว่าจะต้องมีการเจรจาต่อรอง การสอบถามและสรุปเรื่องของคุณสมบัติ หรือ spec ของสินค้า ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเป็นเป็นศัพท์เฉพาะทาง engineering บ้าง เฉพาะอุตสาหกรรมบ้าง นอกจากนี้ยังต้องรวมถึงการพูดคุยตารางการทำงาน เช่น ถ้าซื้อเครื่องจักรก็จะต้องมีแผนการทดสอบเครื่องจักร หรือ commisioning การรับประกันสินค้าหลังการทดสอบเครื่องจักรผ่านแล้ว และประเด็นสำคัญอีกอย่างคือเรื่องการเจรจา payment term และ incoterm ดังนั้นการรู้ภาษาในข้อนี้มิได้หมายถึงเพียงได้แบบทั่ว ๆ ไป คือต้องเข้าใจงานพื้นฐานและและศัพท์ที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ

2.  จะต้องมีพื้นฐานความรู้เรื่องการค้าระหว่างประเทศดีมากพอ เพราะต่างประเทศส่วนใหญ่จะเจรจากันแบบมืออาชีพ ถ้าฝีมือเรายังอ่อนก็จะเสียเปรียบในเรื่องการเจรจา โดยเฉพาะ payment term, incoterm, bank guarantee, L/C เป็นต้น

3. ควรจะมีความรู้เรื่อง logistic เพื่อที่จะสามารถบรรลุการเจรจาได้ผลดีทั้งด้านราคาและการบริหารจัดการ shipment เพราะถ้าเรารู้ครบทั้งกระบวนการจะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองเป็นอย่างดี เนื่องจากเรารู้และเข้าใจต้นทุนทั้งระบบนั่นเอง

4. ถ้าสามารถมีเพื่อนฝูง พันธมิตรในต่างประเทศจะช่วยได้มากในการ sourcing วัตถุดิบต่าง ๆ หรือในคราวที่มีปัญหาฉุกเฉินก็สามารถให้พัันธมิตรช่วยเหลือได้ทันการณ์

ก็นำมาฝากกันคร่าว ๆ สำหรับใครที่อยากทำจัดซื้อต่างประเทศ ก็ลองเตรียมตัวอย่างน้อย ๆ ตามที่แนะนำก็แล้วกันค่ะ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ พัฒนาไปค่ะ

กรมส่งเสริมการส่งออกเปิดสัมมนาฟรี : Logistics Excellence Training 2011

อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจของทั้งผู้ประกอบการ และผู้ใช้บริการทั้งหลายที่ต้องการเพิ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขันในด้าน Logistic นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถ เสริมสร้างความรู้ในองค์กร การลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ  เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการด้าน Logistic แบบบูรณาการ เพื่อรองรับ AEC 2015

ท่านใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดการสัมมนาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สอบถามรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณจินดาพร: โทร. 02 718 8950 ต่อ 606,204
อีเมล์: booking_LSP@ttis.co.th
จัดโดย: สำนักโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์

เครดิตที่มาของข้อมูล : สมาคมจัดซื้อ

ของที่ส่งจากต่างประเทศผิดสเป็คต้องทำอย่างไร

วันนี้มีเพื่อน ๆ เข้ามาหาคำตอบว่าคำถามที่ว่า ของที่ส่งจากต่างประเทศผิดสเป็คต้องทำอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เพราะตอนที่สั่งซื้อถ้าเราระบุ model และรายละเอียดต่าง ๆ ให้ชัดเจน ก็เป็นหน้าที่ของผู้ขา่ยที่จะต้องส่งสินค้าที่ถูกต้องมาให้เราเพื่อทดแทนสินค้าเดิม ส่วนสินค้าที่ส่งมาผิดก็แล้วแต่จะตกลงกัน แนะนำดังนี้ค่ะ

1.  ส่งคืนผู้ขายโดยผู้ขายจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ข้อนี้ผู้ขายไม่มีสิทธิอ้างว่าจะถูกหรือแพงเพราะถือเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องส่งสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

2.  หากสินค้านั้นราคาถูกมาก ไม่คุ้มค่าต่อการส่งคืน ก็อาจจะพิจารณาว่าเราสามารถนำมา modify หรือปรับปรุงจนใช้งานได้หรือเปล่า โดยควรจะต้องเจรจาให้ได้ราคาพิเศษก็อาจจะเป็นได้ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ผู้ขายส่งสินค้ามาผิดบ่อย ๆ โดยไม่ระมัดระวังแล้วมาบังคับขอร้องให้เราทำแบบนี้บ่อย ๆ ก็ไม่ดีเท่าไร ต้องชั่งน้ำหนักเองว่าควรทำหรือไม่

3.  หรือหากมีผู้ที่สนใจใช้สินค้าดังกล่าวก็อาจจะนำไปขายต่อได้ สามารถทำกำไรได้เช่นกัน หากมีช่องทาง

อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วควรทำเฉพาะข้อ 1 เท่านั้น ข้ออื่น ๆ เป็นเพียงแนวทางเพิ่มเติมที่อาจจะเกิดขึ้นได้เท่านั้นเอง

ใบสั่งซื้อ (PO) เป็นหลักฐานการฟ้องร้องได้หรือไม่

วันนี้มีเพื่อนท่านหนึ่งค้นหาคำว่า ใบสั่งซื้อ  (PO) เป็นหลักฐานการฟ้องร้องได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ แต่ต้องไปพิจารณาองค์ประกอบอื่นด้วยค่ะ

ประการแรก คุณเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย สมมติว่าเป็นผู้ขาย อาจจะพบกับปัญหาที่ผู้ซื้อเปิด Po หรือใบสั่งซื้อแล้วไม่ยอมรับสินค้า จะด้วยเหตุว่า สั่งสินค้าผิด บริษัทปิดกิจการจึงไม่ต้องการสินค้านั้นแล้ว บริษัทขอชะลอการส่งสินค้าโดยไม่มีกำหนด สั่งของผิด spec หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ที่แน่นอนไม่รับสินค้า ไม่จ่าย ไม่รับผิดชอบอะไรเลย ในฐานะที่เป็นนักเจรจาเบื้องต้นแนะนำให้ลองใช้วิธีเจรจาก่อน ทยอยรับสินค้าได้หรือไม่ และทยอยจ่ายเป็นงวด ๆ  แต่ถ้าพยายามจนถึงที่สุดแล้วยังไม่ก็ไม่รับเงื่อนไขอะไรเลย ก็ไม่พ้นต้องดำเนินการด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ทีนี้ก่อนจะไปขั้นนั้นอยากให้พิจารณาเรื่องเอกสารการสั่งซื้อเป็นสำคัญว่ามีการเซ็นต์ชื่อผู้ซื้อครบถ้วน ถูกต้องหรือไม่ และบริษัทเองได้เก็บหลักฐานนั้นไว้หรือเปล่า หรือเอกสารประกอบอื่น เช่น ใบเสนอราคา ก็ควรนำมาประกอบด้วยเช่นกัน

ประการที่สอง หากเราเป็นนักจัดซื้อที่ส่งใบสั่งซื้อหรือ Po ไปแล้วผู้ขายไม่ยอมผลิตสินค้า หรือส่งสินค้าให้ตามกำหนดเวลา แล้วยังไม่รับผิดชอบอะไรเลย เราควรทำอย่างไรดี อันดับแรกต้องดูก่อนว่ามีการเซ็นต์ยืนยันการได้รับ Po หรือไม่ หรือเงื่อนไขใน Po ชัดเจนหรือเปล่า ถ้าทุกอย่างครบถ้วนถูกต้อง และมีการเซ็นต์รับจากผู้ขายเราก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้เขาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ได้แน่นอน

อย่างไรก็ตามในฐานะนักจัดซื้อพึงระรึกไว้เสมอว่า การเจรจาคือมาตราแรกที่ควรนำไปใช้ และก่อนจะไปเจรจาต้องเข้าใจก่อนว่า คู่ค้าเรามีัปัญหาอะไรจึงผลิตสินค้าให้เราไม่ได้ cash flow มีปัญหาหรือเงินหมุนไม่ทันหรือเปล่า วัตถุขาดตลาดหรือไม่ ถ้าเราเข้าใจเราก็จะแก้ปัญหาได้ตรงจุด ได้ใจคู่ค้า ราคาก็ถูกใจ เพราะคนเราจะซาบซึ้งน้ำใจก็ในยามยากนี่แหละค่ะ อย่าเพียงแค่คิดว่าเรามีอำนาจซื้ออยู่ในมือแล้วจะทำอะไรก็ได้ อยากให้เลือกวิธีพระคุณก่อนพระเดช เมตตาคนอื่นเป็นที่ตั้ง แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาทนะคะ แล้วงานทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี