Category Archives: บริหารลูกค้า และ supplier อย่างไรดี?

ฺแผนสำรอง หรือ Back Up Plan ตอนที่ 1

ตอนที่แล้วเขียนเรื่องวิกฤตต่าง ๆ ของปี 2554 ที่เพิ่งจะผ่านกันมาหมาด ๆ อย่าเพิ่งลืมกันซะล่ะคะ ไม่เช่นนั้นแล้วนักจัดซื้ออย่างเรา ๆ อาจจะต้องประสบกับภาวะ material shortage หรือสารพัดปัญหาก็เป็นได้

วันนี้ก็เลยจะมาเล่าเรื่องแผนสำรอง หรือ Back Up Plan คืออะไร

ทำไมต้องมี?

และทำไมต้องทำ?

แผนสำรอง ก็คือแผนสำรอง ความหมายบอกอยู่แล้วว่าทำไว้เป็นก๊อกที่สองรองจากก๊อกแรกที่น้ำไม่ไหลขึ้นมากระทันหัน คิดง่าย ๆ ก็นึกถึงถังน้ำใต้ดินหรือบนดินที่บ้านของเรานั่นเอง วันนี้น้ำประปาไม่ไหลก็เปิดใช้ได้ทันที แม้อาจจะไม่ได้ดั่งใจนักหากใครไม่เคยใช้เลย แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย จริงหรือไม่?
ที่แนะนำว่าควรจะต้องมีเพราะด้วยสภาวะแวดล้อมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก จะสังเกตว่าภัยธรรมชาติทั้งหลายทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน และมีรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกินกว่าจะคาดเดาได้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นธรรมดาของโลกทุกอย่างจะมีพัฒนาการล้ำหน้าเสมอ อาทิเช่น ทางการแพทย์สามารถคิดค้นยาที่รักษาโรคที่ร้ายแรงที่สุดได้แล้ว ก็จะมีโรคใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นล้ำหน้ากว่ายาเสมอ ทำนองเดียวกันเมื่อมีโอกาสที่จะเกิดสิ่งที่เกิดกว่าคาดเดาเราก็ไม่ควรที่จะละเลย หรือตระเตรียมการไว้เสียบ้างก็ไม่เสียหายอะไร

เพื่อน ๆ ท่านใดที่ทำไปบ้างแล้วจะแบ่งปันข้อมูลให้เพื่อน ๆ ท่านอื่นก็ยินดีนะคะ ยิ่งให้ยิ่งได้ค่ะ เราจะได้มีแนวคิดใหม่ ๆ และปรับปรุงแนวคิดที่เรามีอยู่แล้ว

หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วควรจะ่ต้องทำอย่างไร เมื่อไรบ้าง?

อดใจรอไว้อ่านตอนต่อไปนะคะ

แล้วพบกันค่ะ

Customer Segment คืออะไร?

อาจจะคุ้นหูหรือไม่คุ้นหูของคนทั่วไป พูดกันง่าย ๆ ก็คือการจัดกลุ่มประเภทลูกค้าเพื่อให้ง่ายต่อผู้ประกอบการนั่นเอง อย่างเช่น รถยต์บางยี่ห้อรถหลายแบบให้เลือกโดยแตกต่างกันทั้งราคา ความหรูหรา รูปแบบ สีสัน ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อของลูกค้าจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องงบประมาณเป็นอันดับต้น ๆ ความพึงพอใจในการออกแบบ ความเหมาะสมในการใช้งาน เป็นต้น

บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมจึงต้องจัดประเภทลูกค้า บางธุรกิจการแยกลุ่มลูกค้าชัดเจนจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตัวอย่างเช่น บริษัท A ผลิตชิ้นส่วนงานโลหะเป็นที่พึงพอใจของตลาด โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือ automotive  หรือผู้ผลิตรถยต์  แต่ผู้บริหารก็ยังเล็งเห็นว่า การผลิตสินค้าลักษณะนี้นอกจากตลาดรถยต์แล้วยังมีตลาดกลุ่มอื่น ๆที่สามารถทำได้ตลาดได้อีกมาก แต่!!!! ไม่ได้ต้องการความเระดับคุณภาพสูงมากเหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์   ดังนั้นค่าใช้จ่ายบางอย่างจะตัดออกได้ เชน การระบบคุณภาพ (เช่น ISO)   โดยกลุ่มลูกค้าทั่วไปต้องการสินค้าดีพอสมควร แต่ราคาต้องถูก  นี่จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ผู้บริหารจึงริเริ่มตั้งบริษัท B มารองรับลูกค้ากลุ่มใหม่นี้ โดยโอนย้ายเครื่องจักรเก่าไปใช้กับบริษัท B

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว บริษัท A ก็สั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเก่าเป็นอย่างยิ่งเพราะ คุณภาพของงานดีขึ้น  ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ยินดีที่จะจ่ายเพื่อซื้อสินค้าคุณภาพ นั่นหมายถึงผู้ผลิตมีช่องทางในการสร้างราคาสินค้านั่นเง ส่วนลูกค้าใหม่ที่บริษัท B ขายสินค้าให้ก็พอใจกับราคาที่ค่อนข้างถูก เพราะเครื่องจักรถูกตัดค่าเสื่อมไปหมดหรือเกือบหมด ต้นทุนจึงต่ำ การแข่งขันในตลาดก็จะทำให้ง่ายขึ้น  นอกจากเครื่องจักรแล้วบริษัท B ยังสามารถจัดสรรวัตถุดิบ บุคลากร และสิ่งต่าง ๆ ในต้นทุนที่ถูกลงให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าได้อีกด้วย

การทำแบบนี้อาจจะเหมาะหรือไม่เหมาะกับธุรกิจแต่ละประเภท ผู้ประกอบการต้องนำไปประยุกต์ให้เหมาะสม แต่สำหรับตัวอย่างที่ยกมาได้ผลดีมาก เพราะขายของได้มากขึ้น ต้นทุนถูกลงเพราะบริหารต้นทุนให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า ส่วนกำไรอาจจะมากกว่าเดิมก็ได้ เพราะถ้าคิดอัตราส่วนกำไรเท่าเดิม แต่ค่าเฉลี่ยของต้นทุนโดยรวมลงถูกลงก็ย่อมทำให้กำไรโดยรวมสูงขึ้น นี่เป็นเพียง ส่วนหนึ่งของ customer segment เท่านั้นเอง แต่ก็จะน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการไม่น้อย